|
1. การทดสอบหาความหนาแน่นในสนาม การหาปริมาตรของหลุมในสนามที่ขุดดินออกมา
สามารถทำได้สองวิธี ให้อธิบายหลักการของทั้งสองวิธี |
|
2. ทรายที่นำมาใช้ในวิธีการหาปริมาตรของหลุมในข้อ
1 ต้องมีลักษณะอย่างไร เพราะเหตุใด |
|
3. ถ้าต้องการหาความหนาแน่นของดินที่ระดับความลึก
2 เมตร จากผิวดิน นิสิตคิดว่าควรทำอย่างไร |
|
4. จงเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของวิธีการหาความหนาแน่นของดินในสนามโดยวิธี
Sand Cone Method กับ Rubber Balloon Method |
|
5. การทดสอบหาค่าความหนาแน่นในสนามโดยวิธี
Rubber Balloon ไม่เหมาะกับดินประเภทใด |
|
6. ข้อควรระวังเพื่อลดความผิดพลาดในการทดสอบความหนาแน่นของดินในสนามคืออะไร |
|
7. การบดอัดดินในสนามแห่งหนึ่ง ใช้
Water Content 10% ถ้าทำการหาค่าความหนาแน่นของดินในสนามทันทีหลังการบดอัด
ปรากฏว่าได้ค่าความหนาแน่นตาม 100% Modified Proctor
หลังจากนั้น 3 วัน ปรากฏว่า Water Content ลดลงเหลือ
5% เนื่องจากความร้อนจากแสงอาทิตย์ การหาความหนาแน่นของดินในสนามจะให้ค่า
100% Modified Proctor หรือไม่ เพราะเหตุใด |
|
8. จากข้อ 7 สมมติว่าหลังจากการบดอัด
3 วัน มีฝนตกลงมาแทน การหาค่าความหนาแน่นของดินในสนาม
หลังจากฝนตกจะให้ค่า 100% Modified Proctor หรือไม่
เพราะเหตุใด |
|
9. ในการทดลองการหาความหนาแน่นของดินในสนาม
นิสิตกลุ่มหนึ่งหาค่า Density of Sand ได้ 60.7
Pcf (Pounds per cubic foot) ค่านี้สมเหตุผลหรือไม่
เพราะเหตุใด |
|
10. จงอธิบายความหมายของการออกข้อกำหนดการบดอัดดินในสนาม
ต้องได้ไม่น้อยกว่า 95% Modified Proctor ซึ่งถ้าท่านเป็นวิศวกรควบคุมงานท่านจะต้องทำอะไรบ้าง
เพื่อตรวจสอบผู้รับจ้าง บอกเป็นขั้นตอน |
|
11. ให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการทดสอบ
Compaction, CBR และ Field Density , อธิบายในลักษณะของแผนภูมิความสัมพันธ์ |